*สำหรับผู้ที่เพิ่งเคยเข้ามา ขอความกรุณาย้อนกลับไปอ่านมารยาทการใช้บล๊อกในเอนทรี่ "ฉลองเปิดบล๊อก" ก่อนนะคะ*
มาคุยกันก่อน
จริงๆวันนี้ไม่ค่อยว่าง แต่ตอนนี้พักกลางวันแล้วก็ไม่ใฃ่งานรีบนักเลยยังพอมาอัพได้บ้าง เสียดายที่งาน Ota Ota เมื่อวันที่
เอาล่ะๆ บ่นเสร็จแล้วก็วกกลับเข้าหัวข้อกัน วันนี้เอา Juvenile มาลงต่อ เรื่องนี้ปัจจุบันค่อยๆกระดึบอยู่ที่ถึงต้นๆตอนที่ 8 แหะๆ เวลาเขียนน้อยลงขอรับ เวลาพิมพ์เลยยิ่งน้อยหนักเข้าไปใหญ่ถมนิสัยที่เขียนหลายเรื่องพร้อมกันของเรามันก็ทำให้อัตราความคืบหน้าต่อเรื่องยิ่งเชื่องช้าลงไปใหญ่ ขออภัยด้วยเน้อ ไปอ่านกันต่อเลยนะจ๊ะ
Chapter 02 : จุดบรรจบของหลากหลายการเดินทาง
เกวียนไม้จอดสนิทลงก่อนเด็กหนุ่มสองคนจะก้าวลงมา เอคานหันไปหาสารถีขณะคิริออนก้าวออกห่างเกวียนหลบผู้สัญจรหนาแน่นบนถนนแผ่นศิลาสีเทาอ่อนมายืนข้างทาง
หลังจากออกเดินทางมาแต่เช้าวานนี้ ในที่สุดก็มาถึงเมืองท่ามีชื่อแห่งหนึ่งทางตะวันออกของเมืองที่ตนอยู่ ช่วงเวลาหนึ่งวันกับอีกครึ่งที่ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในเกวียนทำเอาคนที่ไม่เคยเดินทางไกลไปไหนมาก่อนอย่างเขาปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว หลังจากขยับตัวแก้อาการเมื่อยขบตามตัวได้บ้างแล้วเด็กหนุ่มจึงกวาดตามองสภาพรอบบริเวณ
จุดที่เขายืนอยู่เป็นซุ้มประตูทางเข้าออกหลักด้านหนึ่งของเมือง กำแพงก่อด้วยก้อนศิลาสีขาวเรียงซ้อนกันสูงลิบ ซุ้มประตูทางเข้าออกเป็นซุ้มโค้งขนาดใหญ่มีตราประจำเมืองหล่อจากโลหะติดประดับตรงกลางเหนือวงโค้ง บานประตูหล่อจากเหล็กกล้าขนาดใหญ่ทั้งหนาหนักซึ่งขณะนี้เปิดอ้ากว้าง ต้อนรับคนจำนวนมากที่จะเข้ามาใช้บริการท่าเรือซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของคนส่วนใหญ่ เพราะที่นี่คือเมืองท่าสำคัญของประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมืองจะคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งส่วนมากมักเป็นพ่อค้ามาทำการรับส่งของแลกเปลี่ยนสินค้าจากต่างแดน
มัวมองอะไรอยู่ ไปกันได้แล้ว
เสียงเรียกของเด็กหนุ่มผมเงินทำให้คิริออนสะดุ้ง แล้วต้องรีบเดินตามอีกฝ่ายที่เดินนำผ่านการตรวจเอกสารกับทหารยามเข้าประตูเมืองไปรออยู่ก่อนแล้ว
--------------------------------------------
ในจดหมายเขียนไว้วันที่ 10 เดือน 5 นั่นมันวันพรุ่งนี้นี่ เรามาเร็วไปหรือเปล่า ? พี่เอคาน เด็กหนุ่มเอ่ยถามกับร่างสูงกว่าข้างตัวขณะเดินลึกเข้ามาในเมือง ยิ่งเข้าใกล้ท่าเรือเท่าไหร่ผู้คนก็ดูจะหนาตามากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะพวกพ่อค้าแม่ค้าที่ดูจะตั้งแผงขายของเบียดเสียดกันไปตลอดสองข้างทางเดิน
เด็กหนุ่มผมเงินหัวเราะร่วนก่อนหันมาตอบคำถาม ไม่เร็วไปหรอก จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าช้าล่ะนะเพราะป่านนี้คงหาที่พักค้างคืนตามโรงแรมในเมืองไม่ได้แล้วล่ะ ชาวงพิธีปฐมนิเทศตรงกับช่วงรอยต่อฤดูกาลพอดี ทั้งพวกพ่อค้าพวกนักท่องเที่ยวจะเต็มเมืองไปหมดอย่างที่เห็น
หวา . . . อย่างนี้ก็แย่น่ะสิ แล้วเราจะทำยังไงไม่ต้องนอนข้างถนนหรือไง ? เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลทองชักเหงื่อตก ดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวาเป็นพัลวันและเห็นจริงตามคำของร่างสูงกว่า ไม่ว่าจะมองไปทางไหนร้านอาหาร ร้านค้าทุกร้านก็ดูจะไม่มีโต๊ะว่างเหลือให้เห็นสักโต๊ะ
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยขณะเด็กหนุ่มยกมือลูบค้างตนเองอย่างใช้ความคิดอันเป็นนิสัยประจำ อืม . . นั่นสิ จะทำยังไงดีล่ะคราวนี้ ? ดวงตาสีฟ้าใสเหลือบมองร่างเล็กข้างตัวซึ่งกำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดจึงหลุดเสียงหัวเราะขบขันออกมาทำให้ร่างเล็กกว่าหันมองมาด้วยความไม่เข้าใจ จะกังวลไปทำไม เราเป็นนักศึกษานะคิริออน คิดว่าสถาบันใหญ่อย่างโพรฟิโอเนสที่เปิดรับนักศึกษาครั้งละกว่าร้อยคนจากประตูเคลื่อนย้ายสิบแห่งทั่วทั้งทวีปนี้จะไม่เตรียมอะไรไว้ให้บ้างหรือไง นี่ยังไม่นับรวมนักศึกษาเก่า เหล่าคณาจารย์และบรรดาเจ้าหน้าที่อีกนะ
เด็กหนุ่มร่างเล็กพยักหน้ารับก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าถูกอีกฝ่ายแกล้งเข้าให้แล้ว พี่เอคาน !
เอา ! มองเห็นท่าเรือแล้ว
คิริออนหันมองตามผู้พูดที่ชี้มือออกไปเบื้องหน้า มองจากจุดที่ยืนอยู่ซึ่งเป็นสันกำแพงกันดินถล่มของตัวเมืองที่สูงกว่าชานเมืองซึ่งเป็นท่าเรือนั้น บริเวณท่าเรือปูลาดด้วยแผ่นหินสีเทาอ่อนเรียงเป็นระเบียบก่อเป็นทางแคบบ้างกว้างบ้างยื่นยาวเป็นสะพานเรือลงไปในทะเลสีครามเข้ม เรือจำนวนมากทั้งเรือประมงและเรือพาณิชย์จอดลอยลำเรียงรายอยู่เต็มจนแทบไม่เหลือที่ว่าง แต่ละท่าเต็มไปด้วยผู้คนและพาหนะหลากรูปแบบเดินสวนทางกันไปมาอึกทึกวุ่นวายจนน่าปวดหัว
เจ้าของเรือนผมสีเงินสว่างเปล่งเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ กับเด็กหนุ่มที่จ้องมองเรือแต่ละลำตาไม่กระพริบ ของเราอยู่ทางนี้ คิริออน เด็กหนุ่มร่างสูงเดินนำร่างเล็กกว่าไปยังท่าเรือด้านนอกสุด
ดวงตาสีอำพันกลมโตเบิกกว้าง เรือเดินสมุทรที่เห็นตรงหน้านี้ว่าใหญ่โตโอ่อ่าแล้วแต่ลำถัดไปกลับหรูหราเสียยิ่งกว่า ตัวลำเรือตกแต่งประดับประดาทั้งมีกลิ่นอายที่ทำให้รู้สึกถึงความลึกลับอย่างบอกไม่ถูก ตัวลำเรือสร้างจากไม้เนื้อดีย้อมสีน้ำตาลเข้มขัดมันเงางาม ใบเรือเป็นผืนผ้าหนาสีฟ้าอ่อนกระทบแสงคล้ายจะมองเห็นเป็นสีเหลือบเงินนิด ๆ สุดปลายยอดเสากระโดงสูงชะลูดติดธงผืนกว้าง 2 ผืน หนึ่งสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองเป็นลวดลายเดียวกับตราประทับบนครั่งหน้าซองจดหมาย ขณะอีกผืนหนึ่งเป็นสีขาวสะอาดปักลวดลายตราประจำเมืองท่าแห่งนี้ด้วยสีแดงเข้ม
สองคนตรงนั้นน่ะ !
เสียงตะโกนเรียกที่ดังมาทำให้คนทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองหาต้นเสียง จนกระทั่งพบชายหนุ่มซึ่งสวมเสื้อขาวคอปกตั้งเก็บขอบสีน้ำเงินเข้มสวมหมวกใบเล็กแบนกลมสีเดียวกัน กำลังโบกมือมาจากกราบเรือก่อนเจ้าตัวจะวิ่งลงตามบันไดไม้ที่พาดวางเป็นทางขึ้นลงตรงเข้ามา
เพิ่งมาถึงใช่มั้ย ? เอาเอกสารมาดูสิจะได้ไปเลือกห้อง เหลืออยู่ไม่กี่ห้องแล้วนะไม่รีบเดี๋ยวก็อดพอดี ไหนล่ะเอกสาร อย่าบอกว่าลืมล่ะของสำคัญนะ ประโยคหลังเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะหยอกล้อก่อนรับซองจดหมายจากมือทั้งสองเปิดอ่านคร่าว ๆ ชั่วครู่จึงพยักหน้าแล้วพับเก็บส่งคืนอย่างเรียบร้อย ตามมาเลยทางนี้ เร็ว ๆ แข็งกับเวลาหน่อย
เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลทองกระพริบตาปริบ เรือจะออกแล้วหรือครับถึงได้รีบนัก ?
เปล่า กว่าจะเริ่มถอนสมอออกจากท่าก็เย็น ๆ ค่ำ ๆ นั่นล่ะ ผู้ชายคนนี้เป็นแบบนี้ทุกปีไม่ต้องไปสนใจหรอก เอคานหันมากระซิบตอบ ขณะเดินตามชายหนุ่มคนนำทางที่จ้ำเท้านำลิ่วไปก่อนแล้วอย่างไม่คิดจะใส่ใจนัก
--------------------------------------------
เด็กหนุ่มร่างเล็กจ้องมองท่าเรือที่เห็นห่างออกไปทุกทีทางท้ายเรือ โดยมีภาพดวงอาทิตย์ยามเย็นปรากฏให้เห็นทางด้านหลังตัวเมืองซึ่งเหลือเพียงเงามืด ๆ ขนาดเล็กเท่านั้น
มองอะไรอยู่รึ ? คิริออน
เจ้าของนามหันมองผู้พูดด้วยรอยยิ้มกว้าง เปล่า แค่มายืนกินลมดูอาทิตย์ตกนิดหน่อย
เด็กหนุ่มผมเงินเลิกคิ้วสูงก่อนระบายยิ้มบาง อารมณ์ไหนกันล่ะนี่ยืนดูอาทิตย์ตกดิน เพิ่งออกจากบ้านมาวันนี้เป็นวันที่สองเท่านั้นก็เริ่มคิดถึงบ้านเสียแล้วหรือ . . เด็กน้อยจริง ๆ นะ ประโยคหลังเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะระรื่นพร้อมกับที่ร่างเล็กกว่าตวัดมองมาทันที
ล้อผมอีกแล้ว ! พี่เอคาน ผมก็แค่อยากชมวิวทะเลตอนเย็นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี่แปลกมากนักหรือไง ?
เด็กหนุ่มร่างสูงโคลงศีรษะขณะเอื้อมมือตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ ไม่ได้ล้อแค่เป็นห่วง นายไม่เคยอยู่ไกลบ้านมาก่อนก็เลยถามเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้างเท่านั้น อย่าร้อนใจนักสิ เอคานเอนหลังพิงขอบไม้สูงของกราบเรือขณะเลื่อนมือเสยผมที่ปรกระใบหน้าตามแรงลมออก อีกสักครู่จะเริ่มตั้งโต๊ะอาหารเย็นแล้ว อย่าชมวิวเพลินจนลืมเวลาอาหารล่ะ ฉันจะไปจองที่นั่งเอาไว้ให้ก่อนแล้วรีบตามมานะ มือใหญ่โบกเล็กน้อยเป็นเชิงขอตัวแล้วจึงก้าวผละไป
บางครั้งมันก็ดีอยู่หรอกที่มีคนดูแลเอาใจใส่ แต่บางครั้งมันก็ออกจะมากไปหน่อยจนนึกเสียดายเวลาส่วนตัว
คิริออนถอนหายใจออกแรงก่อนหันกลับไปมองดวงอาทิตย์กลมโตที่ยิ่งแดงเข้มกว่าเดิม พลางนึกจินตนาการไปถึงสถานที่ซึ่งตนเองจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่เกือบตลอดปีนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปว่าจะเป็นอย่างไร ดูจากเรือลำนี้ก็พออนุโลมได้ว่าต้องเป็นสถานที่ขนาดใหญ่โตโอ่อ่ามากแน่นอนทีเดียว
จนกระทั่งเสียงระฆังดังสะท้อนกังวานไปทั่วดาดฟ้า เด็กหนุ่มจึงหยุดคิดและก้าวเท้ากลับเข้าไปในประตูที่เชื่อมลงไปยังเคบินใต้ท้องเรือซึ่งเป็นโถงใหญ่ที่ทุกคนบนเรือจะมานั่งอยู่รวมกัน
หลังจากชะเง้อมองจนคอยืดอยู่พักใหญ่ก็มองเห็นเด็กหนุ่มผมเงินโบกมือมาแต่ไกล จึงเดินไปนั่งลงยังเก้าอี้ว่างข้าง ๆ แล้วค่อยมองสำรวจรอบโถงเคบินซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ส่งเสียงพูดคุยกันดังเซ็งแซ่
ประตูเคลื่อนย้ายจะเปิดแค่ปีละสองครั้งก็ต้องมีคนเข้าออกมากเป็นธรรมดา เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยตอบสายตาที่กวาดมองไปทั่วของอีกฝ่ายกลั้วเสียงหัวเราะ
จู่ ๆ เสียงพูดคุยทางด้านหนึ่งของห้องโถงก็ดังขึ้นชัดกว่าส่วนอื่นอย่างกะทันหัน เรียกสายตาคนส่วนใหญ่ให้หันมองด้วยความสนใจ
คิริออนเองก็เช่นกัน
เขามองตามสายตาของคนส่วนใหญ่ในโถงเคบินไปยังบันไดทางลงจากดาดฟ้าเรือ จึงสบสายตาเข้ากับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้ายแล้วเดินเข้ามา โดยเอ่ยปากทักทายรื่นเริงแทบจะทันทีที่เจอหน้าคนอื่น ๆ เป็นต้นเหตุของเสียงพูดคุยที่จู่ ๆ ก็ดังชัดขึ้นเมื่อครู่
เขาเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงที่เริ่มเข้าใกล้วัยรุ่นน่าจะอายุพอกันกับเด็กหนุ่มผมเงินข้างตัว เรือนผมตัดสั้นขณะที่ไว้ปอยผมด้านข้างใบหน้ายาวลงมาเกือบถึงบ่า แต่ที่สะดุดตาที่สุดตั้งแต่แรกเห็นคือดวงตาคมกล้าที่ต่างสีกันโดยข้างขวาเป็นสีทองสว่าง ขณะที่ข้างซ้ายกลับเป็นสีแดงสดเหมือนหยดเลือดซึ่งถูกบดบังด้วยเลนส์กระจกข้างเดียวสีม่วงอ่อนและมีลวดลายสีดำเป็นรอยสักเส้นเรียวเล็ก พาดทับดวงตาข้างนั้นตั้งแต่เหนือคิ้วลงมาจนถึงเนินโหนกแก้ม
คิริออนมองตามจนกระทั่งเด็กหนุ่มผู้นั้นขอตัวกับเพื่อน ๆ แล้วก้าวผละไปยังประตูที่เชื่อมกับโถงทางเดินถึงห้องพัก โดยยังไม่วายจะมีการทักทายพูดคุยตามโต๊ะอื่น ๆ ไปเกือบตลอดทาง พลางนึกสงสัยขึ้นมาว่าคนที่สะดุดตาขนาดนี้ทำไมเขาไม่เคยเห็นมาก่อนทั้ง ๆ ที่อยู่บนเรือมาตั้งเกือบครึ่งค่อนวัน แถมแต่ละคนบนเรือก็มีท่าทางเหมือนเพิ่งเจอกันหลังจากห่างหายไปนานเสียอย่างนั้น
เมื่อกี๊มันอะไรนักหนาน่ะ ? เด็กหนุ่มหันกลับมาหาร่างสูงกว่าข้างกายด้วยความอยากรู้ที่ผุดขึ้นมากะทันหัน นั่นใครเหรอ ? พี่เอคาน
กัลอีส แมคเจลนัล เพิ่งเรียนจบไปเมื่อปีที่แล้วนี่เองทำไมถึงย้อนกลับมาอีกนะ ? ประโยคหลังกลับกลายเป็นประโยคคำถามที่เอ่ยขึ้นลอย ๆ โดยไม่หวังคำตอบ
ร่างเล็กเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ แล้วมันพิเศษอะไรยังไงล่ะ ? เขาเป็นคนดังมากเหรอถึงได้มีคนรู้จักไปทั่วอย่างนั้น ผมก็คิดอยู่หรอกนะว่าเขาออกจะเด่นเสียขนาดนั้น ท่าทางอัธยาศัยดีด้วยสิ
เวลาอยากรู้อะไรนี่กัดไม่ปล่อยเลยนะเรา เด็กหนุ่มผมเงินเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะกังวานก่อนถาดอาหารจะถูกยกมาแจกให้ถึงโต๊ะตรงหน้า ดวงตาสีฟ้าใสตวัดมองอาหารในถาดไม้ขณะนึกเรียบเรียงคำตอบ พิเศษหรือ . . นั่นสิ พิเศษจริง ๆ ทุกคนสังเกตเห็นมันตั้งแต่แรกเหมือนนายนั่นล่ะ ดวงตาของหมอนั่นไง ตาข้างซ้ายของหมอนั่นเป็นสีแดงเลือดใช่มั้ยล่ะ นั่นคือดวงตาซึ่งถูกเรียกว่าเนตรราชา ลือกันว่าดวงตานั่นมีอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้สืบสายเลือดของไซเนส โพรฟิออน ผู้ได้ชื่อว่าราชันย์นักเวทย์แห้งลานาลีสเท่านั้น ภายในดวงตาข้างนั้นบรรจุด้วยพลังเวทมนต์มหาศาลที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาโดยสายเลือด สำหรับคนที่มีเนตรราชาแล้วการใช้เวทมนต์ระดับสูงอย่างมหาเวทย์น่ะไม่ใช่เรื่องยากเลย
เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบ ขนาดนั้นเลยเหรอ ?
แต่ก็แค่ข่าวลือน่ะนะ ฉันไม่แน่ใจนักหรอกว่าเรื่องสืบทอดตามสายเลือดโดยตรงของราชันย์นักเวทย์จะเป็นจริงแค่ไหน แต่เรื่องที่ว่าหมอนั่นเก่งน่ะจริงแน่นอน มือใหญ่ดึงถาดอาหารตรงหน้าเข้าใกล้ก่อนเริ่มทาน กินกันก่อนจะเย็นหมดเถอะ คิริออน แล้วรีบนอนแต่หัววันพรุ่งนี้เช้าเราก็จะถึงที่ตั้งประตูเคลื่อนย้ายแล้วอย่าตื่นสายล่ะ ไม่อย่างนั้นคงขายหน้าแย่
คิริออนพยักหน้ารับก่อนหยิบช้อนส้อมขึ้นบ้าง หางตาเหลือบมองบานประตูเชื่อมสู่ห้องพักที่เด็กหนุ่มผมดำเดินหายเข้าไปชั่วครู่ แล้วจึงละความสนใจมายังถาดอาหารที่ยังมีไอร้อนกรุ่นอยู่ตรงหน้าตน
--------------------------------------------
ตื่นได้แล้ว เร็วเข้า ! คิริออน
แรงเขย่าทำให้เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลทองลืมตาตื่น แขนทั้งสองข้างถูกดึงฉุดให้ลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังคงงัวเงีย มีอะไร ? เกิดอะไรขึ้น ? พี่เอคาน มือเรียวยกขึ้นขยี้ตาก่อนหันมองเด็กหนุ่มผมเงินที่เดินไปหยิบกระเป๋าข้าวของมาโยนไว้ให้บนเตียง
ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว เอคานเอ่ยตอบร่างเล็กกว่าขณะเก็บข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับลงในกระเป๋าสะพายของตน รีบแต่งตัวเร็วเข้า เสร็จแล้วเราจะได้ลงไปที่ประตูเคลื่อนย้ายกัน อีกสักเดี๋ยวเรือก็จะเทียบท่าแล้ว
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ประตูเคลื่อนย้าย เด็กหนุ่มร่างเล็กก็กระโดดผึงลงจากเตียงตาสว่างในฉับพลัน มือเรียวคว้าตัวเสื้อที่ผลัดเปลี่ยนก่อนนอนที่แขวนไว้ข้างเตียงก่อนจ้ำพรวดไปที่ประตูห้องเปลี่ยนเสื้อทันที โดยมีเสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มผมเงินดังให้ได้ยินตามมาเบื้องหลังแว่ว ๆ
--------------------------------------------
คิริออนเดินลงจากสะพานเรือด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง โดยมีเด็กหนุ่มผมเงินก้ามตามมาเบื้องหลัง นั่นมันอะไร ? มีแก้วผลึกใหญ่ขนาดนี้อยู่กลางทะเลได้ยังไง ?
ลำเรือเดินสมุทรจอดเทียบท่าที่เจาะเว้าเป็นรูปเกือบวงกลมในแผ่นศิลา ซึ่งเป็นแผ่นพื้นลอยอยู่กลางทะเลรูปวงกลมขนาดใหญ่ เบื้องหน้าคือแท่งแก้วสีม่วงสูงใหญ่ฝังตัวอยู่บริเวณกึ่งกลางแผ่นศิลาที่เป็นดั่งเกาะลอยน้ำ โดยใจกลางแก้วผลึกคล้ายกับมีลูกแก้วแสงขนาดเทียบเท่าซุ้มประตูเมืองท่าต้นทางเดินเรือก่อนหน้านี้เปล่งประกายเรืองรองอยู่ภายใน
นี่ล่ะ ความวิเศษของการผสมผสานเวทมนต์กับพลังความลี้ลับของธรรมชาติ เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยตอบร่างเล็กกว่าที่ยังคงอยู่ในอาการตกตะลึงกลั้วเสียงหัวเราะขบขัน
ร่างเล็กหันซ้ายหันขวาสำรวจไปทั่วอย่างสนอกสนใจ ก่อนสังเกตเห็นว่าคนที่มาพร้อมกันกับพวกตนในเรือลำเดียวกันเริ่มแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอยู่ในวัยใกล้เคียงกับตนเป็นส่วนใหญ่เดินไปรวมกลุ่มกันทางด้านขวาของแท่งผลึก ขณะพวกที่มองปราดเดียวก็แยกออกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ว่าเป็นบรรดาพ่อค้าเดินแยกรวมไปทางซ้าย
มาเถอะคิริออน ของพวกเราต้องมาทางนี้ เด็กหนุ่มร่างสูงตบบ่าเล็กเบา ๆ เป็นเชิงเรียกก่อนเดินนำไปรวมกลุ่มกับบรรดาผู้ที่ยืนชุมนุมกันอยู่แล้วจึงแยกออกไปให้ยืนรวมกับอีกด้าน
เด็กหนุ่มเดินรอคิวจนถึงหน้าโต๊ะ แล้วยื่นซองจดหมายฉบับเดียวกับที่เคยยืนให้เจ้าหน้าที่บนเรือส่งให้ชายที่นั่งอยู่ รอจนอีกฝ่ายคลี่เอกสารในซองสองฉบับออกอ่านแล้วประทับตราในเอกสารทั้งสองแผ่นก่อนยื่นหนึ่งในสองใส่ซองและส่งคืนมา จึงผละจากโต๊ะเดินไปรวมกลุ่มกับเด็กหนุ่มผมเงินที่ตรวจเอกสารผ่านล่วงหน้ามาก่อนแล้ว
ใช้เวลาราวครึ่งวันการตรวจเอกสารจึงจบลงและชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ตรวจลุกผละจากโต๊ะ ร่างสูงกวาดมองกลุ่มเด็กหนุ่มสาวผ่าน ๆ ก่อนก้มมองม้วนกระดาษในมือที่ถือติดมาด้วยแล้วค่อยเงยหน้าขึ้น เอาล่ะ ผู้ที่จะผ่านเข้าไปในอาณาเขตของโพรฟิโอเนสในฐานะนักศึกษาปีนี้ของประตูเคลื่อนย้ายที่เจ็ดฝั่งตะวันออกมีทั้งหมดสี่สิบสามคน สำหรับนักศึกษาเก่าคงไม่ต้องพูดมากส่วนนักศึกษาใหม่ การผ่านประตูเคลื่อนย้ายไม่มีอะไรน่ากลัว แค่รู้สึกวูบเดียวเท่านั้นยังไม่ทันกลั้นหายใจด้วยซ้ำไป ชายร่างสงหยุดเว้นจังหวะชั่วครู่ก่อนดึงแท่งแก้วขนาดเล็กออกจากตัวเกี่ยวของสร้อยที่สวมคล้อคอ ฉันจะเปิดประตูล่ะ พอบอกให้ไปได้ก็เดินเข้าไปทีละคนนะ
คิริออนกลืนน้ำลายลงคออย่างหวั่น ๆ ขณะสายตามองตามชายร่างที่เดินเข้าไปยังแท่นแก้วผลึกขนาดเล็กซึ่งเป็นราวกับแบบจำลองของแก้วผลึกสูงใหญ่ของแท่งแก้วใจกลางเกาะศิลาลอยน้ำ
ชายหนุ่มวางแทงแก้วเล็กลงในร่องที่ถูกเจาะอยู่ด้านบนของแท่นแล้วกดเบา ๆ ให้ผิวเงาวาวทาบลงเรียบเสมอกัน ครู่หนึ่งแท่งแก้วที่วางนิ่งจึงเรืองแสงสีขาวขึ้น เส้นลำแสงวิ่งลงมาตามแกนกลางของแท่นที่มีรอยเซาะร่องเป็นเส้นแล้ววิ่งไปตามร่องเล็กบนพื้น และพุ่งขึ้นเป็นทางไปจรดกับลูกแก้วแสงทำให้ประกายสว่างยิ่งเจิดจรัสขึ้นเป็นการตอบรับ
เส้นลำแสงบริเวณรอยต่อของพื้นศิลากับแท่งแก้วสูงใหญ่ขยายแยกออกสองข้าง เชื่อมระหว่างลูกแก้วแสงตรงกลางเป็นสามเหลี่ยม ดึงดูดแสงจากแท่งแก้วเล็กบนแท่นไปจนหมดแล้วกลายสภาพจากผิวเรียบของแก้วผลึกในขอบเขตสามเหลี่ยมเป็นกลุ่มหมอกสีเทาเข้ม ซึ่งหมุนวนเป็นวงกลมราวกับจะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปได้ไม่สิ้นสุด
ประตูเปิดแล้ว ขอให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพและสนุกกับเรื่องของทางด้านโน้นให้มาก ๆ นะ ร่างสูงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้างก่อนผายมือไปยังแท่งแก้วที่ถูกเปิดเป็นซุ้มประตูหมอกควันสามเหลี่ยม ไปได้
เด็กหนุ่มเริ่มเกร็งขึ้นมาทีละนิดเมื่อแถวที่ตนต่อรอคิวอยู่สั้นลงทุกที ดวงตาสีอำพันกลมโตจ้องมองผู้ต่อแถวอยู่ด้านหน้าเดินหายเข้าไปในซุ้มหมอกควันทีละคน
ไม่ต้องเกร็ง คิริออน เด็กหนุ่มผมเงินหันมาเอ่ยเบา ๆ กับญาติผู้น้องของตน ริมฝีปากเรียวคลี่ยิ้มนิด ๆ ปลอบใจ แค่วูบเดียวเอง หลับหูหลับตาก้าวเข้าไปเลยถ้ากลัวนักแต่ออกจะน่าเสียดายเพราะเส้นทางเชื่อมมันสวยมากเลยล่ะ
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย สวยมากหรือ ?
ร่างสูงพยักหน้ารับ จังหวะเดียวกับเด็กสาวที่ต่อแถวเบื้องหน้าตนก้าวหายเข้าไปในกลุ่มหมอกเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเจอกันด้านโน้นนะ เอคานยกมือโบกลาเล็กน้อยก่อนก้าวเท้าผ่านเข้าไปในกลุ่มหมอกควันก่อนหายไปทั้งตัว
เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลทองจ้องมองกลุ่มหมอกที่ลอยวนอยู่ตรงจุดซึ่งร่างสูงกว่าก้าวผ่านเข้าไป มือเรียวกุมเข้าหากันแน่นเกร็งจนสั่น ขณะกำลังทำใจอยู่นั้นเสียงหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นเบื้องหลัง
ชักช้าน่ารำคาญ ! รีบ ๆ เข้าไปเสียทีเจ้าเด็กลูกครึ่งหรือต้องให้ช่วยก็ได้นะ
ขณะกำลังจะหันกลับมามองหน้าเจ้าของเสียง ทั้งร่างก็ถูกผลักเต็มแรงถลาเข้าไปในซุ้มหมอกสีเทาเข้มทันทีโดยไม่ทันแม้แต่จะเปล่งเสียงอุทาน
ดวงตาพร่างพรายด้วยเส้นลำแสงหลากสีที่วิ่งผ่านไปรวดเร็วท่ามกลางความมืด มีทั้งเฉียดผ่านและทะลุร่างตนเองไปให้ความรู้สึกวูบหวิวประหลาดพิกล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งก็ปรากฏว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางลานกว้างแห่งหนึ่ง มองไปทางไหนก็เจอแต่เด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวที่แม้จะยังดูจำนวนบางตาแต่ก็ส่งเสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ทีเดียว
ดวงตากลมโตกวาดมองรอบกายอย่างงุนงง บริเวณโดยรอบลานกว้างซึ่งมีรูปร่างเป็นวงกลมนั้นวางเรียงรายด้วยแก้วผลึกสูงชะลูดแบบเดียวกับแท่งผลึกที่ประตูทางเชื่อมแต่มีขนาดใหญ่กว่า ทั้งหมดสิบสองแท่งเว้นระยะห่างเท่า ๆ กัน โดยแต่ละแท่งมีสีสันแตกต่างกันทั้งหมดห้าสี
เด็กหนุ่มร่างเล็กหันกลับไปมองเบื้องหลังตนรวดเร็วด้วยคาดว่าคงยืนขวางทางเจ้าของเสียงและมือที่ผลักส่งตนมา หากไม่พบอะไรนอกจากรูปแกะสลักศิลาขาวขนาดใหญ่ เป็นรูปสลักชายสามคนและหญิงสาวอีกหนึ่งคน ทั้งหมดยืนหันหลังเข้าหากันโดยจับมือกันเอาไว้ แต่ละคนมีปีกประดับบนหลังทว่าแตกต่างกันที่ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งหันหลังให้กันเป็นปีกนกและมีถึงสามคู่ ในขณะที่ชายอีกสองคนเป็นปีกค้างคาวขนาดใหญ่มีกรงเล็บเล็ก ๆ เป็นจะงอยอยู่ตรงรอยต่อข้อพับด้านบนของปีก เหนือศีรษะทั้งสี่มีลูกแก้วขนาดใหญ่สีแดงสดลอยเด่นอยู่ ภายในดวงแก้วมีประกายคล้ายกลุ่มดาวหมุนวนดั่งพายุขนาดย่อม ซึ่งเปล่งแสงเรืองรองวูบวาบไม่หยุดนิ่ง
ขนาดมาถึงนี่แล้วยังยืนเฉย นายนี่ท่าจะสติไม่ดีจริง ๆ
เสียงที่เด็กหนุ่มจำได้ชัดว่าเป็นเจ้าของแรงผลักไม่ปราณีดังขึ้นทำให้หันมองต้นเสียงทันที จึงสบเข้ากับเด็กหนุ่มผมทองดวงตาสีฟ้าผู้หนึ่ง ความสูงจริงว่าสูงกว่าเขาแต่ก็ไม่มากนักดูแล้วน่าจะอายุไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ คงพอจะเป็นเพื่อนกันได้ถ้าไม่ใช่เพราะการพูดจาดูถูกกันถึงขนาดนี้
ใครสติไม่ดีไม่ทราบ ?! ขอโทษเถอะที่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกใครมันจะไม่ตื่นเต้นบ้าง ! นายนั่นล่ะท่าจะสติไม่ดี คนเขากำลังทำใจอยู่แท้ ๆ แต่ผลักมาเฉยเลย ไร้มารยาทสิ้นดี !
ดวงตาสีฟ้าที่มองตรงมาหรี่ลงเล็กน้อย ฉันไม่จำเป็นต้องทำตัวมีมารยาทกับลูกครึ่งชั้นต่ำอย่างนายกับอีกหลาย ๆ คนที่นี่ แค่ฉันช่วยผลักนายผ่านทางเชื่อมนั่นเข้ามาก็ถือว่าลดตัวลงมากแล้ว นายควรจะภูมิใจด้วยซ้ำที่คนอย่างฉันยื่นมือช่วย เด็กหนุ่มผมทองสะบัดตัวเดินผละออกไปทันทีที่เอ่ยจบโดยไม่แม้แต่ชายตามองอีกฝ่ายที่อ้าปากกำลังจะตอกกลับสักนิด
คิริออนโต้ตอบกลับไปไม่ทันจึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะสังเกตเห็นร่างของเด็กหนุ่มซึ่งสูงพอ ๆ กันกับตนเองผู้หนึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ด้วยสีหน้าออกจะแสดงความกังวลมากอยู่
เอ่อ . . ขอโทษแทนคุณหนูด้วยนะครับ คือที่บ้านของคุณหนูค่อนข้างจะ . . แบบว่า . .
แองกีส !! มัวทำอะไรอยู่ ?! อย่าชักช้านะตามมาเร็วเข้า !
เสียงตวาดจากผู้ที่ผละไปยังผลให้ร่างเล็กสะดุ้ง เด็กหนุ่มหันซ้ายหันขวาทำอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วขณะจึงก้มศีรษะลงให้เป็นการขอตัวแล้ววิ่งตามเจ้าของเสียงไปทันที
ดวงตาสีอำพันกลมโตกระพริบปริบด้วยความงุนงงไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นหูจึงหันมองยังร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหลังตนตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ หัวเราะอะไรน่ะ ? มีอะไรตลกนักรึไง ? พี่เอคาน
เปล่านี่ ไม่ได้ตลกอะไรสักหน่อย เด็กหนุ่มผมเงินตอบปฏิเสธขณะพยายามเก็บเสียงหัวเราะเอาไว้ แต่ก็ยังคงมีหลุดออกมาให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ มาถึงแค่ก้าวแรกก็เจอดีเลยนะ คิริออน
หมอนั่นมันเป็นอะไรของเขาน่ะ ? จู่ ๆ ก็ผลักคนอื่นเสียเกือบล้มแล้วมีหน้ามาพูดปาว ๆ ว่าคนต่ำชั้นอะไรนั่นไม่เห็นรู้เรื่องเลย ว่าแต่คนอื่นตัวเองเป็นใครใหญ่โตมาจากไหนกันอยากรู้นัก ! เด็กหนุ่มเอ่ยกระแทกเสียเน้นย้ำความไม่พอใจที่มีอย่างเห็นได้ชัด คนอะไร . . หยิ่งชะมัด
ริมฝีปากเรียวยังคงประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง ก็น่าจะหยิ่งอยู่หรอก หมอนั่นชื่อนาเคย์ ฟาลาร์น คนในตระกูลฟาลาร์นซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโพรฟิโอเนสแห่งนี้ ดูไว้ท่าเสียขนาดนั้นคงเป็นคนของตระกูลหลักส่วนเด็กที่ขอโทษขอโพยนั่นก็คงเป็นคนตระกูลสาขาที่แตกออกมาอีกทีน่ะ
ตระกูลหลัก ? ตระกูลสาขา ? อะไรมันจะยุ่งขนาดนั้น พี่เอคาน ไม่เห็นเข้าใจว่าจะต่างกับพวกเราตรงไหน
ต่างสิ หมอนั่นน่ะ . . ตระกูลหลักของฟาลาร์นน่ะเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ของวาล่าร์ อวาต้าน่ะสิ ส่วนระดับขั้นถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นระดับเซราฟีมเสียด้วย ส่วนตัวหมอนั่นเองถึงจะยังเป็นแค่ระดับเครูบีมแต่ก็ถือได้ว่าเป็นพวกชนชั้นสูงในระดับผู้ปกครองแล้วล่ะนะ
ชนชั้นสูง? ไม่อยากเชื่อว่ายังมีเรื่องไร้สาระอย่างการแบ่งชนชั้นอย่างนี้เหลืออยู่อีก มันไม่ล้าสมัยไปหน่อยหรือไงครับ ?
เด็กหนุ่มผมเงินส่ายศีรษะ มันไม่ใช่เรื่องล้าสมัยอะไรหรอก คิริออน แต่มันเป็นเรื่องความภาคภูมิใจและเกียรติของวงศ์ตระกูลต่างหาก สำหรับพวกเราที่เกิดมาเป็นลูกครึ่งคงเข้าใจยากสักหน่อยนะ ริมฝีปากเรียวคลี่ยิ้มบางขณะลูบลงบนเรือนผมสีน้ำตาลทองของอีกฝ่ายแล้วโยกศีรษะเล็กไปมาเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู เรื่องสายตระกูลและระดับชั้นของพวกชนปีกขาวและชนมายาน่ะมีความสำคัญมาก เรื่องนี้เอาไว้เรียนไปสักพักก็จะเข้าใจเองไม่ต้องรีบร้อน อืม . . คนยังบางตา ประตูเชื่อมคงยังไม่ได้เปิดอีกหลายบานดูท่าจะใช้เวลานานน่าดู
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายกลับตัดบทเปลี่ยนเรื่องไปเสียดื้อ ๆ แต่จากที่บอกว่าเรียนไปสักพักจะเข้าใจก็พออนุมานได้ว่าคำตอบของข้อข้องใจเมื่อครู่คงอยู่ในวิชาเรียนไหนสักวิชาหนึ่งแน่นอน เด็กหนุ่มจึงระบายลมหายใจออกแผ่วด้วยความเสียดายว่าจะต้องรออีกไม่รู้นานแค่ไหนถึงจะได้รับคำตอบเสียที
แต่เอาเถอะ . . ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรจะต้องรีบนักรีบหนานี่นะ
คิดได้ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงเริ่มสำรวจรอบตัวอีกครั้ง นี่ที่ไหนครับ ? พี่เอคาน
ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นขณะดวงตาสีฟ้าใสตวัดมองร่างเล็กกว่าข้างตัว เพิ่งมาถามเอาตอนนี้แสดงว่าเมื่อครู่ฉุนจนลืมไปเลยล่ะสิ เอคานเปล่งเสียงหัวเราะเต็มเสียงเมื่อญาติผู้น้องตวัดดวงตามองมาอย่างไม่พอใจรวดเร็ว ตกลง ๆ จะตอบเดี๋ยวนี้ล่ะอย่าเพิ่งโมโหไป ชักขี้โมโหขึ้นทุกวันแล้วนะเรา ที่พวกเรายืนรวมตัวกันอยู่นี่คือลานโพรฟิออนที่ในเอกสารเรียกตัวอ้างถึง ตั้งชื่อตามชื่อสกุลของผู้คิดริเริ่มก่อตั้งสถาบันแห่งนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชันย์นักเวทย์ วีรบุรุษแห่งสงครามครั้งประวัติศาสตร์ของลานาลีส เป็นลานสาธารณะที่ใช้เชื่อมต่อประตูต่าง ๆ เข้าด้วยกัน รวมทั้งเป็นสถานที่หนึ่งในสองแห่งซึ่งมีประตูเชื่อมต่อสำหรับออกจากโพรฟิโอเนสอีกด้วย
เจ้าของเรือนผมสีเงินสว่างยิ้มกว้างขณะมองสบกับดวงตากลมโตสีอำพันเป็นประกายที่เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ มือใหญ่ตวัดผายไปยังรูปแกะสลักศิลาขนาดใหญ่ซึ่งมีลูกแก้วสีแดงเปล่งประกายลอยอยู่ด้านบน
ส่วนนี่คืออนุสรณ์ครีเอเตอร์ รูปสลักพวกนี้คือเหล่าผู้ก่อตั้งสถาบันฝึกสอนโอไรออนขึ้น อีกทั้งเป็นจุดศูนย์กลางของสถาบันแห่งนี้ด้วย ถ้าสังเกตให้ดีจะสามารถบอกทิศทางได้ด้วยนะ เพราะประตูเชื่อมที่นายเห็นเป็นแท่งแก้วผลึกรอบ ๆ ลานนี้น่ะ ถ้าไม่พูดถึงสีที่แตกต่างกันแล้วนอกนั้นก็หน้าตาเหมือนกันทุกอย่าง ถ้าจำผิดอาจเดินหลงทางหาทางออกไม่เจอก็ได้ ดังนั้นอนุสรณ์ครีเอเตอร์นี้ค่อนข้างมีประโยชน์ในการช่วยจำประตูเชื่อมหลัก ๆ ได้มากโขเลย จะแนะนำให้ช้า ๆ ก็แล้วกันตั้งใจฟังด้วยล่ะ
รอจนกระทั่งร่างเล็กพยักหน้ารับแข็งขันจึงได้เอ่ยต่อ ทางด้านที่พวกเรายืนอยู่นี่คือทิศเหนือ ตรงกับแก้วผลึกสีดำที่ดูเหมือนหินอ่อนและตรงกับรูปสลักของชายชาววาล่าร์ อวาต้า ท่านผู้นี้คือทอรัส เมเฟอุส เป็นผู้นำตระกูลหนึ่งในชั้นเซราฟีมดังนั้นประตูเชื่อมสีดำจึงถูกเรียกว่าประตูเมเฟอุส เป็นหอพักของเหล่าคณาจารย์ที่นี่
ร่างสูงดึงเด็กหนุ่มก้าวขยับมาด้านหนึ่งของรูปแกะสลักแล้วชี้ไปยังแก้วผลึกสีเหลือทองด้านตรงข้าม ด้านตรงข้ามเป็นทิศใต้ตรงกับรูปสลักของวาล่าร์ อวาต้าหญิง เรเซล ฟาลาร์น หนึ่งในกลุ่มต้นตระกูลชั้นเซราฟีม ก็ต้นตระกูลของหมอนั่นที่นายไปเถียงกับเขาเสียเสียงดังลั่นนั่นไง เด็กหนุ่มผมเงินเปล่งเสียงหัวเราะขบขันอาการพยักหน้าแบบ . . มิน่าล่ะ . . ของร่างเล็กข้างกายชั่วครู่จึงเอ่ยต่อ แก้วผลึกนี้จึงถูกเรียกว่าประตูฟาลาร์นหรือหอฟาลาร์น เพราะเป็นหอพักของนักศึกษาสายพีซเซส อ้อ . . นายรู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าที่นี่มีการฝึกสอนทั้งหมดสามสาย สายไหนเป็นยังไงก็รอฟังตอนปฐมนิเทศสำหรับนักศึกษาใหม่พรุ่งนี้ก็แล้วกัน
เอคานตวัดนิ้วชี้มายังแก้วผลึกทางด้านขวาของตน ส่วนแก้วผลึกสีน้ำเงินนั้นคือประตูไซฟานอส ตั้งตามชื่อสกุลของกาแลนท์โด้ ไซฟานอส เจ้าของรูปแกะสลักชายชาวมอร์น่า วากูลส์ คนนี้ไง
รั้งให้ร่างเล็กเงยหน้ามองรูปแกะสลักที่อยู่เหนือศีรษะพวกตนพอดี
นี่คือทิศตะวันตก ประตูนั่นเป็นทางเชื่อมไปหอพักของพวกสายวิซ ส่วนด้านสุดท้ายทิศตะวันออก เจ้าของรูปสลักด้านนี้คือชาวมอร์น่า วากูลส์อีกคนชื่อเควียราห์น โอฟิวคัส แก้วผลึกสีแดงนั่นคือประตูโอฟิวคัสที่เชื่อมไปยังหอพักพวกสายวอร์แมก แก้วผลึกที่เหลืออีกแปดแท่งคือประตูเชื่อมไปยังอาคารเรียนต่าง ๆ เดี๋ยวพอเข้าหอพักจะมีคู่มือแจกแจงรายละเอียดเรื่องนี้อีกที แรก ๆ อาจจะงงไปบ้างแต่สักสัปดาห์พอจำได้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว หลัก ๆ ที่ต้องจำให้ได้ก็มีแค่สี่ประตูที่บอกไปนั่นล่ะ จำได้หรือเปล่า ?
ก็ . . คิดว่าน่ะนะ เด็กหนุ่มเอ่ยตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงนัก เรื่องทิศน่ะจำได้แต่เรื่องชื่อกับประตูเชื่อมนี่คงต้องขอเวลาทบทวนกันสักหน่อยล่ะ แล้วลูกแก้วบนนั้นล่ะครับ ?
ร่างสูงหันมองตามปลายนิ้วของอีกฝ่ายที่ตวัดชี้ขึ้นไปยังลูกแก้วซึ่งลอยอยู่สูงเหนือรูปศิลาสลัก อ๋อ . . นั่นคือดวงตาของไรเจล โพรฟิโอเนสถูกสร้างขึ้นในเขตมิติเวลาที่ขั้นกลางระหว่างเอเดเนียกับลานาลีสเพียงแต่อยู่ใกล้เขตแดนของลานาลีสมากกว่า การรักษาสถานที่และทางเชื่อมทั้งหมดให้อยู่ในสมดุลได้นั้นต้องอาศัยดวงตาของไรเจลเป็นแกนกลางสำคัญในการรักษาสมดุลให้คงอยู่ เป็นสิ่งที่ไรเจล โพรฟิออนผู้คิดริเริ่มก่อตั้งสถาบันใช้ความสามารถทั้งหมดร่วมกับผู้ก่อตั้งทั้งสี่สร้างมันขึ้นมาให้สมบูรณ์ เพื่อเป็นแกนหลักให้โพรฟิโอเนสสามารถคงอยู่ได้ในมิติที่บิดเบี้ยวนี้โดยไม่เกิดผลกระทบใด ๆ ตามมา เอาล่ะ คนเริ่มเยอะมากแล้วประตูเคลื่อนย้ายคงเปิดครบแล้วล่ะ ประโยคหลังเด็กหนุ่มกลับพูดไปเรื่องอื่นพร้อมกับละสายตากวาดมองไปโดยรอบ
คิริออนจึงละความสนใจกวาดมองไปรอบตัวบ้าง เริ่มสังเกตว่าจำนวนคนออกจะดูหนาตาเต็มลานกว้างกว่าครั้งแรกที่สังเกตหลายสิบเท่า
ท่ามกลางเสียงพูดคุยที่ดังจอแจ เสียงปรบมือที่ดังขึ้นเพียงสองสามครั้งจากมุมหนึ่งกลับทำให้ทุกอย่างเงียบลงจนหยุดสนิทในเวลาไม่นานนัก
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลทองหันมองตามสายตาของคนส่วนใหญ่ซึ่งจ้องตรงไปทางแท่งแก้วผลึกสีดำบ้าง จึงสบสายตาเข้ากับหญิงสาวร่างสูงโปร่งสวมเสื้อคลุมที่กลัดติดกระชับบริเวณฐานคอเป็นรูปสามเหลี่ยมคลุมไหล่ ทิ้งชายมุมแหลมยาวที่ด้านหลังสีดำสนิทเก็บขอบด้วยดิ้นเป็นแถบเล็ก ๆ สีทอง ตัวเสื้อด้านในเกาะอกรัดรูปสีขาวต่อชายกระโปรงสีออกฟ้าเทายาวกรอมเท้าโดยแหวกผ่าสูงด้านข้าง อวดเรียวขาขาวที่สวมอรองเท้าบูทส้นสูงที่ยาวขึ้นมาเกือบถึงหัวเข่าสีขาวสะอาด หากที่เด่นสะดุดตาคือหน้ากากซึ่งประกอบด้วยแผ่นโลหะเงินและผ้ากำมะหยี่สีดำ ปิดครอบทับตั้งแต่บริเวณดั้งจมูกลงไปจนถึงปลายคางมิดชิด
ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกคนสู่โพรฟิโอเนส และสำหรับนักศึกษาเก่าทั้งหลายดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง
เสียงที่ลอดผ่านหน้ากากฟังดูแปลกแปร่งอย่างไรพิกล หากดังก้องได้ยินชัดเจนไปทั่วทั้งลานกว้างอย่างน่าประหลาดนัก
หญิงสาวหยิบแฟ้มที่ถือติดมาเปิดแล้วกวาดตาคร่าว ๆ รวดเร็ว ขอแจ้งรายละเอียดกำหนดการต่าง ๆ หลังจากนี้ให้นักศึกษาทั้งเก่าใหม่ได้รับทราบ สำหรับนักศึกษาเก่าหลังจากจบการแจ้งกำหนดการจะมีการปฐมนิเทศ หลังจากนั้นขอให้แยกย้ายกลับไปยังหอพักเพื่อตรวจสอบห้องพักใหม่และเก็บสัมภาระต่าง ๆ ให้เข้าที่รวมทั้งตรวจรับตารางเรียนประจำปีให้เรียบร้อย ส่วนนักศึกษาใหม่ ทางเราจะจัดผู้นำทางให้ไปยังที่พักชั่วคราวในเมืองการค้าตะวันตกทางขวาของประตูฟาลาร์น ทุกคนสามารถหาซื้ออุปกรณ์ที่ขาดเหลือต่าง ๆ ได้จากที่นั่น ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนถึงวันพรุ่งนี้ ร่างโป่รงปิดแฟ้มเอกสารในมือลงขณะเงยหน้าขึ้นกวาดตามองเหล่าผู้ชุมนุมบนลานกว้างผ่าน ๆ กำหนดการในวันพรุ่งนี้จะมีพิธีปฐมนิเทศสำหรับรักศึกษาใหม่ปีนี้โดยตั้งแต่แปดนาฬิกาตามเวลามาตรฐานของลานาลีส จากนั้นจะมีการเลือกสายการเรียนและส่งมอบห้องพักที่ทุกคนจะต้องอาศัยอยู่ตลอดระยะเวลาหนึ่งปี หลังจากเสร็จสิ้นนักศึกษาจะมีเวลาอิสระเพื่อเตรียมตัวเริ่มการเรียนในวันรุ่งขึ้น นี่คือกำหนดการณ์โดยคร่าว ๆ ขอให้นักศึกษาทุกคนกรุณารักษาเวลาเอาไว้เป็นสำคัญด้วย เอาล่ะ . . . แยกย้ายได้ แล้วพบกันในพิธีปฐมนิเทศ
มือเรียวยกโบกไปมาเป็นเชิงล่ำลาก่อนร่างโปร่งจะหมุนกาย ก้าวหายไปในผิวเรียบของแท่งแก้วผลึกสีดำบริเวณกึ่งกลางกรอบซุ้มที่เป็นโลหะลวดลายสีทองฝังจนเป็นเนื้อเดียวกันรวดเร็วไม่เหลือร่องรอย
เอ่อ . . พี่เอคาน ผู้หญิงคนนั้น . . .
ขอตัวไปก่อนล่ะนะ เข้าหอวันแรกมีเรื่องต้องจัดการอีกเยอะเลยส่วนพรุ่งนี้นายคงจะยุ่งทั้งวันไม่แน่ว่าอาจไม่ได้เจอกัน ยังไงวันนี้ก็ดูแลตัวเองให้ดี ๆ แล้วก็รักษาเวลาด้วยล่ะอย่ามัวเถลไถล ประตูเชื่อมของที่นี่ถ้าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องสาธารณะล่ะก็ขืนผิดเวลานิดเดียวอาจหลุดไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ได้เลยนะ เด็กหนุ่มผมเงินชิงแทรกขึ้นก่อนร่างเล็กจะทันได้เอ่ยคำถาม ไปล่ะ แล้วโอกาสหน้าเจอกันนะ คิริออน มือใหญ่กว่าโบกลาขณะอีกข้างกระชับกระเป๋าสะพายแน่นขึ้นแล้วหมุนตัวก้าวผละจากร่างเล็กตรงไปยังแท่งแก้วผลึกสีแดงสดรวดเร็วไม่เปิดโอกาสให้รั้งตัวไว้
คิริออนมองตามอีกฝ่ายที่ผละจากไปทักทายคนรู้จักตาค้าง
ทั้ง ๆ ที่เกาะติดเขามาตลอดทางแต่จู่ ๆ กลับทิ้งกันง่าย ๆ แบบนี้น่ะนะ ไม่เข้าใจความแปรปรวนทางความคิดของญาติผู้พี่คนนี้เลยสักนิด
เด็กหนุ่มถอนหายใจแรงจังหวะเดียวกับที่ได้ยินประกาศรวมตัวนักศึกษาใหม่พอดี จึงหมุนกายก้าวไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ ตามต้นเสียงอย่างปลงตก
--------------------------------------------
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลทองรับลูกกุญแจโลหะ ซึ่งชายคนหนึ่งยืนแจกอยู่หน้าบันไดแล้วก้าวขึ้นชั้นสอง มองหมายเลขที่ป้ายร้อยกุญแจก่อนเงยหน้ามองหาหมายเลขเดียวกันหน้าประตู
จังหวะที่ผลักประตูเปิดหลังไขกุญแจเรียบร้อย ประตูห้องข้าง ๆ ก็ถูกดึงเปิดออกจากด้านใน มองสบเด็กหนุ่มที่จำได้ว่าเป็นคนเข้ามาขอโทษขอโพยเขาแทนคนไร้มารยาทที่ผลักเขาแทบล้มพอดี
ร่างเล็กของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงที่พอสะท้อนแสงแล้วกลายเป็นสีเหลือบทองแดงแปลกตา หันกลับมาสบสายตาด้วยโดยบังเอิญ อ้าว ! คุรนั่นเอง เพิ่งเข้าเรียนเหมือนกันด้วย บังเอิญจังนะครับที่ได้มาพักห้องติด ๆ กันแบบนี้
คิริออนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนปลดกระเป๋าสะพายลงวางขวางประตูเอาไว้ไม่ให้เลื่อนปิด นั่นสิ บังเอิญจริง ๆ ด้วย ถ้ายังไงมาทำความรู้จักเป็นเพื่อนกันจะขัดข้องมั้ย ?
เด็กหนุ่มอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบส่ายศีรษะแล้วยิ้มกว้าง ด้วยใบหน้าที่บ่งบอกความดีใจมากมายจนน่าแปลก ไม่ขัดข้องเลยครับ ! จะยอมเป็นเพื่อนกับผมจริง ๆ นะ ?! ถึงอาจจะต้องเรียนกันคนละสายแต่จะยังเป็นเพื่อนกับผมอยู่นะครับ ? ผู้พูดสะดุ้งเล็กน้อยก่อนก้มใบหน้าลงแล้วลดเสียงที่เผลอเปล่งดังด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ลงจนเหลือแค่อ้อมแอ้มแผ่วเบา ขอโทษครับที่เผลอตัวโวยวายออกไป ผมดีใจมากไปหน่อย คือ . . ผมไม่เคยมีเพื่อนน่ะครับ คฤหาสน์ที่อาศัยอยู่เป็นของตระกูลฟาลาร์น ที่นั่นไม่มีเด็กรุ่นเดียวกับผมหรือคุณหนูอยู่เลยผมเลยไม่รู้จักใคร
นายอาศัยอยู่บ้านเจ้าคนอวดดีไร้มารยาทนั่นน่ะรึ ? แค่ฟังว่าไม่มีเด็กรุ่นเดียวกันอยู่เลยก็ไม่ชอบใจพออยู่แล้ว ยิ่งพออีกฝ่ายพยักหน้ารับด้วยแล้วก็ยิ่งรู้สึกแหยงยังไงพิกล อยู่เข้าไปได้ยังไงกับคนแบบนั้น . . นายเป็นญาติฝ่ายไหนหรือใครในตระกูลรับมาดูแลงั้นรึ ? อ๊ะ ! ขอโทษที ยังไม่ทันได้แนะนำตัวก็ถามซอกแซกเสียตั้งมากแล้วยังมาชวนคุยหน้าทางเดินแบบนี้อีก รอตรงนี้เดี๋ยวนะ ขอเอาของเข้าไปเก็บข้างในให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปหาที่นั่งคุยกัน
ดวงตาสีเขียวสดกลมโตกระพริบปริบก่อนร่างที่สูงพอ ๆ กันจะพยักหน้ารับ ตกลงครับ ผมจะรอ จริงสิ . . ฝั่งตรงข้ามกับที่นี่มีร้านขนมปังอยู่คิดว่าคงเหมาะที่จะนั่งคุยกันครับ ถ้าเช่นนั้นผมลงไปรอข้างล่างนะ อ้อ . . ผมชื่อแองกีสครับ แองกีส ฟาห์น
ฉันคิริออน กริวเล่ย์ ขอเวลาเดี๋ยวเดียวแล้วจะรีบตามไป เด็กหนุ่มโบกมือพร้อมกับผลักประตูให้เปิดออกกว้าง จังหวะประตูจะงับปิดลงหางตาก็เหลือบเห็นคู่สนทนาน้อมร่างลงต่ำทำความเคารพเต็มยศทำเอารู้สึกประหลาดยังไงพิกล ชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเกิดจากการอบรมสั่งสอนหรือเป็นเพราะนิสัยสุภาพเกินเหตุของเจ้าตัวกันแน่
--------------------------------------------
TBC in next chapter
อัพครั้งถัดไปก็ Genetica ภาคหลักแล้วกัน อ่านแล้วอย่าลืมทิ้งเม้นท์เอาไว้นะจ๊ะ
แล้วก็ท่านPride ลงลิงด์บล๊อกของท่านไว้หน่อยสิจ๊ะ จะได้ไปเยี่ยมเยือนกัน
อีกนิดนึงท่านScarletT คำถามข้อสุดท้ายที่พ่วงถามไปกับฟิคKHอันนั้น ไปอ่านให้ท่านพี่คนเขียนฟัง ถึงไม่ใช่คำตอบที่ถูกแต่ก็ใกล้เคียงมากเลย Dจังน่ะท่านพี่รู้จัก ท่านพี่บอกว่าสำนวนการเขียนของเขาคล้ายๆกันแต่ของ Dจัง จะดูเด็กกว่าของเขา แล้วฟิกนี้ท่านพี่ก็บีบสำนวนตัวเองให้เด็กลงเพื่อให้เข้ากับเรื่อง สำนวนมันเลยจะดูเหมือนยิ่งกว่าเดิม ท่านพี่ก็เลยฝากชมมาว่าเก่งมากๆจ๊ะ
ส่วนกำหนดของรางวัลตอบคำถามท้ายฟิคเราจะรอจนกว่าจะถึงฮิตที่ 2,000 แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าแต่จะเอามั้ยจ๊ะ? ScarletTจะได้หมายหัวไว้ก่อนว่ามีสิทธิ์ได้กันลืม
บายจ้า
PS. ยังคงหวังว่าหน้าเพจงวดนี้จะออกมาสมบูรณ์เช่นเคย (แต่เราไม่ไว้ใจหน้าเพจที่ออฟฟิศเลยแฮะ ดีไม่ดียังไงรอให้เราเช็คที่บ้านให้ก่อนแล้วจะแก้ให้ทีหลังนะจ๊ะ)
edit @ 2006/08/16 14:24:32
edit @ 2006/08/16 15:28:09